เบส Passive / Active แตกต่างกันอย่างไร

เบส Passive / Active แตกต่างกันอย่างไร
เบส Passive / Active แตกต่างกันอย่างไร
เบส Passive / Active แตกต่างกันอย่างไร

เบส Passive / Active แตกต่างกันอย่างไร มือเบสหลายคนน่าจะเคยเจอคำถามที่ว่า เบสที่ใช้อยู่เป็นแบบไหน passive หรือ active ซึ่งมือใหม่หลายคนอาจจะงงว่ามันคืออะไรแล้วแบบไหนจึงจะดี หรือ ผู้ที่กำลังเริ่มต้นเล่นเบสอาจจะต้องการคำตอบว่าควรเลือกซื้อเบสแบบไหน วันนี้ก็จะมาอธิบายลักษณะของเบสสองประเภทนี้ให้ฟังคร่าวๆ เพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆของเพื่อน ก่อนที่จะไปเลือกซื้อเบสไฟฟ้ากันนะจ๊ะ

ระบบ Passive และ Active จริงๆแล้วคือระบบการจ่ายไฟให้กับตัวปิ๊กอัพนั่นเอง Passive ก็คือตัวปิ๊กอัพที่ไม่ต้องการตัวจ่ายไฟ ส่วน Active นั้นต้องใช้ถ่านเป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับปิ๊กอัพซึ่งเบสแบบ Active จะมีช่องใส่ถ่านด้านหลัง โดยทั่วไปแล้วจะใช้ถ่านขนาด 9 โวลต์

เบสแบบ Passive
เบสที่มีปิ๊กอัพแบบ passive แทบทั้งหมดจะปรับซาวด์ไม่ได้ ดังนั้นข้อดีของมันคือจะให้ซาวด์ดั้งเดิมของปิ๊กอัพนั้นๆ เช่น ถ้าคุณต้องการเสียงแบบวง Beatles ก็สามารถเลือกปิ๊กอัพรุ่นเดียวกัน ชอบแบบร็อคหรือแจ๊สก็สามารถใช้ปิ๊กอัพตามแนวดนตรีได้เลย

เบสแบบนี้จะมีแค่สวิทช์ปิ๊กอัพให้เลือกว่าจะใช้ปิ๊กอัพส่วนไหนเท่านั้น หรือเต็มที่ก็เป็นการผสมซาวด์จากปิ๊กอัพสองเสียงเข้าด้วยกัน เบสแบบนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสียงจำเพาะ หรือมือใหม่ที่ไม่ต้องการปรับแต่งซาวด์อะไรมากนัก ข้อเสียคือเวลาเจอตู้แอมป์ที่ไม่ได้คุณภาพจะปรับซาวด์ค่อนข้างลำบากเพราะต้องแต่งจากหน้าตู้เท่านั้น

เบสแบบ Active
เบสแบบนี้จะใช้ถ่านขนาด 9 โวลต์เป็นตัวจ่ายไฟ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเบส Active จะมีแผงควบคุมหลายปุ่มเพราะสามารถปรับย่าน EQ (equalizer) เสียงได้ตามต้องการ โดยจะมีปุ่ม EQ ทุ้ม-กลาง-แหลม มาให้ปรับในตัว ข้อดีของเบสแบบนี้คือสามารถเลือกซาวด์ได้ตามความพอใจเลยทีเดียว หรือหากเจอตู้แอมป์ที่ไม่ถูกใจหรือไม่ได้คุณภาพก็สามารถปรับแต่งตรงตัวเบสช่วยได้ ซึ่งปัจจุบันเบส Active ค่อนข้างได้รับความนิยมมากขึ้น

แต่จะว่าไปแล้วข้อเสียของเบสแบบ Active ก็ใช่จะไม่มี ปกติแล้วถ่าน 1 ก้อนจะใช้งานได้ราว 1-2 เดือนเท่านั้น ถ่านหมดก็จบกันทำให้ต้องเปลี่ยนถ่านกันบ่อยพอสมควร อีกทั้งซาวด์ที่ปรับมาจะไม่ได้ถูก”ล็อคเสียง”เหมือนเบสแบบ Passive ถ้ามีการปรับซาวด์ EQ แบบใหม่แล้วต้องใช้เวลาจูนกันพอสมควรหากคิดถึงซาวด์เก่าๆ ซึ่งเบสแบบนี้มักจะเหมาะกับมือเบสที่ต้องการสร้างซาวด์ที่แปลกเป็นของตนเองมากกว่า และถ้าใครเคยใช้เบสแบบ Active จะรู้ดีว่า เบสแบบนี้เสียงจะค่อนข้างพุ่งกว่าปกติเพราะกำลังไฟถูกส่งมาจากภายนอกนั่นเองทำให้ควบคุมซาวด์ได้ยาก

ดังนั้นเบสทั้งสองแบบถือว่ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าหากคุณเป็นมือเบสที่มีซาวด์ของวงดนตรีในดวงใจแล้วก็น่าจะเล่นแบบ Passive เพราะไม่ยุ่งยากในการปรับ และแบบนี้จะเหมาะกับมือใหม่ค่อนข้างมาก ส่วนแบบ Active นั้นเหมาะกับคนที่ชอบซาวด์ส่วนตัวหรือเบสแบบปิ๊กอัพเสียงพุ่งมากกว่าแม้จะต้องเปลี่ยนถ่านบ่อยก็ตาม ถ้ารู้แล้วว่าตนเองเป็นมือเบสแบบไหนก็หาซื้อเบสตามสไตล์การเล่นที่ชื่นชอบได้เลยนะจ๊ะ